Good Quote

Stand up for what is right. Even if you’re standing alone.

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ในวันที่ฝนตก

เย็นวันหนึ่งขณะที่ฝนกำลังตกหนัก ชายหนุ่มวัยกลางคนขับรถสปอร์ตสุดหรู ที่นั่งได้เพียง 2 คนเท่านั้น......วิ่งฝ่าสายฝน กำลังเดินทางกลับบ้าน



เมื่อเขากำลังขับรถผ่านป้ายรถเมล์ย่านชานเมืองอันเงียบงัน ฝนเริ่มตกแรง เขาเหลือบตามองที่ป้ายรถเมล์ เห็นมีคนนั่งอยู่ 3 คน..... ทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่า
คนหนึ่งคือ หมอที่เคยช่วยให้เขารอดชีวิตจากโรคหัวใจ
อีกคนหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยที่โรคหัวใจกำลังกำเริบขั้นรุนแรง และจะต้องไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด
ส่วนคนสุดท้าย คือ คนที่เขาชื่นชอบ หลงรักหมดใจ และอยากเจอมาทั้งชีวิต

คำถาม คือ ถ้าคุณเป็นเขา....คุณจะเลือกให้ใครให้ขึ้นรถไปกับคุณ


บางคนเลือกความกตัญญู บางคนเลือกช่วยชีวิตคน และบางคนเลือกความรัก แน่นอนว่าถ้าคุณเลือกคนใดคนหนึ่งมันอาจจะทำให้คุณต้องกลายเป็นคน อกตัญญู ใจดำ หรือทำร้ายจิตใจตัวเอง


ขึ้นอยู่กับว่า คุณเห็นว่าอะไรสำคัญกว่ากัน กำลังคิดว่าจะให้ใครขึ้นรถไปกับเราใช่ไหมล่ะ ใคร ๆ ก็ต้องคิดอย่างนี้

แต่มีอยู่คนหนึ่ง ตอบมาแบบคาดกันไม่ถึง คือ ให้หมอ ขับรถ พาคน ป่วยโรคหัวใจไปโรงพยาบาล ส่วนเรา ก็นั่งอยู่ที่ชานชาลา เพื่อคุยกับคนที่เราอยากเจอมาตลอดชีวิต


เป็นธรรมดาที่เราจะคิดว่า รถเรารับน คนขึ้นมาได้อีกเพียงที่เดียว เป็นธรรมดาที่เรามักจะลืมไปว่า เราก็เป็นตัวเลือก 1 ใน 2 ที่จะอยู่บนรถ เพราะ

เป็นธรรมดาที่เราจะนึกถึง ตัวเองก่อน เป็นอันดับแรก

หรือ อีกนัยหนึ่ง ลืมไป ที่จะไม่นึกถึงตัวเอง

อะไร ๆ ก็ง่ายขึ้นอีกเยอะ ถ้าเลือกแก้ปัญหาโดยนึกถึงคนอื่นเท่ากับที่นึกถึงตัวเราเอง....

เที่ยวไปตามตะวัน

หลายคนอาจจะมองว่าการท่องเที่ยวเป็นการใช้เวลาว่างโดยเปล่าประโยชน์ แต่รู้หรือไม่ว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากอย่างหนึ่งในการเปิดมุมมองใหม่ให้กับชีวิต



การเดินทาง เป็นเหมือนการลงทุนให้กับตัวเอง ระหว่างทางนั้น เราจะได้พบเจอผู้คน ได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิต และความแปลกใหม่ที่เราไม่เคยพบเจอ เหมือนเป็นการเพิ่มสีสันให้กับชีวิต ได้มองโลกในมุมใหม่ๆ รู้ถึงเป้าหมายในชีวิตหลายๆอย่างที่ยังไม่เคยได้ลองทำ

ถ้าเราเป็นคนที่ยังไม่รู้เป้าหมายในชีวิตว่าต่อไปจะทำอะไร ไม่ว่าจะเรื่อง การงาน การเรียน หรือเรื่องอะไรก็ตาม ลองออกไปท่องเที่ยวดู เราอาจจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆจากสิ่งที่ได้พบระหว่างทางก็ได้นะ
ที่เที่ยวในประเทศไทยมีเยอะมากๆ มีให้เที่ยวแบบหลากสไตล์ ทั้งเที่ยวทะเล เที่ยวภูเขา เที่ยวน้ำตก เที่ยวป่า หรือแม้แต่เที่ยวในเมืองเก๋ๆ ก็มีหมด ช่างโชคดีที่เกิดเป็นคนไทยจะเที่ยวตอนไหนก็ได้ไม่ต้องแคร์

บอกแล้วว่า
“ เมืองไทยมีอะไรให้ดูอีกเยอะ “

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทเรียนอันเจ็บปวดของฮาร์วาร์ด

สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆ กับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน

ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่า

สามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอก

และไม่น่าจะมีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้
หล่อนขมวดคิ้ว
"เราต้องการพบท่านอธิการบดี" สามีกล่าวนุ่มนวล
"ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน" เลขาฯ สะบัดเสียงเล็กน้อย
"งั้นเราจะรอ" ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้ และกลับไปเอง
...แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่...

เลขาฯ สาวเริ่มไม่แน่ใจจึงเข้าไปเรียนท่านอธิการบดี
"พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียว แล้วก็จะกลับ" หล่อนอธิบาย
ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้าแบบเสียไม่ได้
ความจริงแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการบดีจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร?
... แต่ก็เถอะนะ ท่านคิด ...
ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ให้ใครต่อใครมาเห็น
ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่
ภรรยากล่าวขึ้น *"ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมาก และเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง แต่เมื่อปีที่แล้ว เขาได้ประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิต สามี กับดิฉันจึงอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมกับคำพูดเหล่านั้นแต่อย่างใด
"คุณผู้หญิง เราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วตายไปหรอกนะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่"
"โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี" ภรรยารีบอธิบาย

" เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น แต่เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก "

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้าย กับสูทบ้านนอก
"สร้างตึก! พวกคุณรู้ไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่ง
คุณรู้ไหม?...เราใช้เงินไปมากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์ในตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่"
ภรรยาเงียบ ไปครู่ใหญ่
ท่านอธิการบดีรู้สึกโล่งอก ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็จะต้องถูกกำจัดให้ไปเสียที
แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า

"ในการสร้างมหาวิทยาลัย ใช้เงินแค่นี้เองน่ะหรือ?


แล้วทำไมเราไม่สร้างมหาวิทยาลัยของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ?"
สามีผงกศีรษะ
สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด!
จากนั้น...นาย และนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยัง พาโลอัลโต
ในแคลิฟอร์เนีย
ที่ๆ ต่อมา...พวกเขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว
เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายที่

ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า

เส้นทางชีวิตที่เลือกเดิน

แต่เมื่อเติบโตขึ้น (ไม่ใช่อายุ แต่คือความคิด) เราจะ "ตัดสิน" ผู้คนน้อยลง ..

เราจะเข้าใจว่าชีวิตนั้น มีหลากหลายรูปแบบ

ไม่มีใครดีกว่าใคร เราแค่แตกต่างกัน
เป้าหมายของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

และถึงแม้จะมีเป้าหมายเดียวกันแต่หนทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็มีอยู่ล้านวิธี
ใครกันจะบอกได้ว่า ทางไหนดีกว่า?
ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อคืนมีโอกาสได้นั่งดื่ม พูดคุย กับเพื่อนสมัยเรียน
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก บางคนไม่เจอกันเป็นสิบปี ..พวกเราบางคนอยู่หอพักห้องเดียวกัน กินนอนร่วมกันมาหลายปี แล้วก็แยกย้ายไปมีชีวิตของใครของมัน




วันนี้กลับมารวมกันอีกครั้ง.....เราจึงนั่งอัพเดทชีวิตกัน...
* คนนึงทำงานประจำที่เดียวตั้งแต่เรียนจบ
* อีกคนนึงแทบไม่เคยทำงานประจำเลย
* คนนึงลูกน้องเป็นร้อยๆ อยู่บริษัทมหาชน
* คนนึงใช้ชีวิตเรียบง่ายพอเพียง slow life
* คนนึงทำงานเพื่อสังคม เพื่อคนอื่น
* อีกคนนึงตั้งบริษัทของตัวเอง ลูกน้องแทบไม่มี ทำงานเองเกือบทุกอย่าง
* คนนึงทำกำไรจากพอร์ตหุ้นเดือนละเป็นล้าน
* อีกคนพอใจลงทุนง่ายๆ ไปช้าๆ ในกองทุนรวม
* คนนึงทำงานหนักทั้งวัน ตำแหน่งใหญ่โต
* คนนึงกำลังโมโหโทโสกับลูกน้องอยู่
* อีกคนทำงานสบายๆ ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย
* คนนึงชอบชีวิตกลางแจ้ง ขี่จักรยานไปทุกที่
* อีกคนนึงชอบความหรูหรา ขับรถไม่ต่ำกว่าเบนซ์
ยังมีเพื่อนคนนึงที่ไม่ได้มาเพราะออกธุดงค์กลางป่า เพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต
วันนี้เราต่างมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันเลย แต่กลับลงตัวในแบบของเราเอง ..
ไม่มีใครมีชีวิตดีกว่าใคร ..
เราแค่มีชีวิตที่ดีแตกต่างกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราอาจจะถกเถียงกันว่า
* เฮ้ย ทำไมไม่ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้วะ
* เฮ้ย ใช้ชีวิตแบบนี้สิ ทำงานแบบนี้สิ ดีกว่าตั้งเยอะ แต่ครั้งนี้เรากลับพบว่า

ใจเรา "กว้าง" มากขึ้น ..

เราเข้าใจว่าแต่ละคนมีที่ทางของตัวเอง ..

แต่ละคนมีรูปแบบชีวิต ในแบบของตัวเอง

จะทำงานอะไรก็ได้
จะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ ..
ขอแค่ให้ชีวิตรู้สึกว่า มีความสุขก็พอแล้ว
ถ้าพูดแบบภาษาสมัยนี้ ก็คงต้องบอกว่า
"เอาที่สบายใจ"
เมื่อคืน นอกจากจะได้พบปะเพื่อนฝูงแล้ว
ผมจึงได้บทเรียนบทนี้ ติดตัวกลับมาที่บ้านว่า

" การตัดสินผู้อื่น ทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้งตัวเราและผู้อื่น "

ที่หลายๆ คน ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์ หรือโลกจริง
ก็เพราะดันไป "ตัดสิน" คนอื่นว่าผิดที่คิดไม่เหมือนฉัน ทำไม่เหมือนฉัน เป็นไม่เหมือนฉัน
แต่ถ้าเราจะลองผลักผนังหัวใจออกไปให้กว้างๆ ขึ้น แล้วทำความเข้าใจว่า ..

เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล

เราไม่ใช่ผู้คุมกฎ

ที่จะบอกได้ว่าแบบนั้นถูก แบบนี้ผิด ..

หนทางชีวิตนั้นมีมากมาย เกินกว่าจะต้องเลือก ว่าทางไหนใช่ ทางไหนผิด

ขอให้มีความสุขบนเส้นทางของตัวเอง ..โดยไม่ต้องไปตัดสินใจใคร ..

ไม่ต้องฟังคำใครมาตัดสินเราเท่านี้ชีวิตก็ดีมากๆ แล้วหล่ะ

ขอให้มีความสุข กับหนทางชีวิตที่เลือกเดิน และเลือกทำในวันนี้

cr. คนรักเพื่อน